บุคคลสำคัญของไทย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ


พระประวัติ

            สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นพระราชโอรส องค์ที่ ๕๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาชุ่ม ธิดาพระอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ) ต้นสกุล โรจนดิศ” เป็นเจ้าจอมมารดา ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๐๕ ได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ว่า “พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร


             พระองค์ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้น จากสำนักคุณแสง และคุณปาน ราชนิกุล ในพระบรมมหาราชวัง
พ.ศ. ๒๔๒๐ ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก และทรงเริ่มรับราชการในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อพระชนมายุ ๑๕ ชันษา
พ.ศ. ๒๔๒๙ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระสุพรรณบัฏ และทรงประกาศสถาปนา พระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ

พ.ศ. ๒๔๓๐ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก
พ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ทรงลาออกจากตำแหน่ง
พ.ศ. ๒๔๓๕๒๔๕๘ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง

เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๕๘ เนื่องมาจากพระอนามัยทรุดโทรม)

พ.ศ.๒๔๔๒ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น กรมหลวงดำรงราชานุภาพ
พ.ศ.๒๔๕๔ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น กรมพระดำรงราชานุภาพ
พ.ศ.๒๔๕๘ ทรงดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดสำหรับพระนครพ.ศ.๒๔๖๖ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรและเป็นนายพลเอกพ.ศ.๒๔๖๙ ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา
พ.ศ.๒๔๗๒ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๖ รวมพระชันษาได้ ๘๑ พรรษา 




สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงฉายร่วมกับเจ้าจอมมารดาชุ่ม ผู้เป็นพระมารดา



พระเกียรติคุณ


       สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นงานใหญ่ และงานสำคัญยิ่งของบ้านเมือง ทรงเป็นกำลังสำคัญในการบริหารประเทศหลายด้าน และทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างสูง ผลงานด้านต่าง ๆ ของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันสูง เป็นที่ประจักษ์แก่มหาชนทุกยุคทุกสมัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนราชการกระทรวงมหาดไทย
ได้ทรงวางรากฐานการปกครองไว้อย่างมั่นคง ตลอดทั้งทรงประพฤติปฏิบัติพระองค์ให้เป็นแบบอย่างของนักปกครองรุ่นหลังนักปกครองจึงยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นบิดาของนักปกครอง กล่าวคือ


๑.ทรงจัดการบังคับบัญชางานภายในกระทรวงมหาดไทยให้มีรูปแบบเป็นระบบ ราชการชัดเจนขึ้น มีลำดับขั้นการบังคับบัญชา มีการแบ่งงานและเลือกสรรผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ารับราชการ โดยการจัดสอบคัดเลือก ตลอดจนออกระเบียบวินัยต่าง ๆ เช่น 
เลิกประเพณีให้ข้าราชการทำงานอยู่ที่บ้าน กำหนดเวลาทำงาน จัดระเบียบการรับ ส่ง ร่าง เขียน และเก็บหนังสือราชการ รวมทั้งเลิกวิธีการปกครองแบบกินเมือง อันก่อให้เกิดการใช้ตำแหน่งหน้าที่ ราชการหาประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องโดยจัดสรรเป็นเงินเดือนให้แทน ตลอดจนริเริ่มจัดสร้างสถานที่ราชการ และบ้านพักข้าราชการขึ้นในหัวเมืองต่าง ๆ เป็นต้น




สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลพายัพ

      ๒. ทรงจัดระบบการปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งเรียกว่า ระบบเทศาภิบาล" ได้เป็นผลสำเร็จ และนับว่าเป็นผลงานสำคัญที่สุดของพระองค์ โดยทรงรวมหัวเมืองต่าง ๆ จัดเข้าเป็นมณฑล และมี ข้าหลวงเทศาภิบาล (ถึงรัชกาลที่ ๖ เปลี่ยนเป็นสมุหเทศาภิบาล) เป็นผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนทั้งหลายในมณฑลนั้น เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของเสนาบดี และเป็นเสมือนสิ่งเชื่อมระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทำให้การบริหาร ราชการเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และยังประโยชน์ให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น 
โดยทรงเริ่มตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๓๕ จำนวน ๔ มณฑล และจัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก ปีละ ๑-๓ มณฑล เรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ.๒๔๕๘ จึงทรงตั้งมณฑลเทศาภิบาลเสร็จทั่วพระราช-อาณาจักร รวมทั้งสิ้น ๒๐ มณฑล (ไม่รวมมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล)
เนื่องจากการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลเป็นการปกครองแบบใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ จึงได้ทรงจัดให้มีการประชุมเทศาภิบาลเป็นประจำปี ปีละ ๑ ครั้ง เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตลอดจนพิจารณาวางหลักการปกครองท้องที่ให้เป็นถาวร เพื่อตราเป็นกฎหมายใช้เป็นหลักดำเนินการปกครองต่อไป โดยเริ่มประชุมตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๘ เป็นต้นมาจนกระทั่งได้เลิกมณฑลเทศาภิบาลไปใน พ.ศ.๒๔๗๕ รวม ๓๖ ปี


ผลงานของบุคคลสำคัญในการสร้างสรรค์ชาติไทย


          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ          

        สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  (พ.ศ. 2405 - 2486)  มีพระนามเดิมว่า  "พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร"  ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาชุ่ม  ทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และทรงส่งเสริมการศึกษาด้านประวัติศาสตร์  โบราณคดี  และการศึกษาของชาติ
          พระราชกรณียกิจสำคัญที่มีต่อการสร้างสรรค์ชาติไทยสามารถสรุปได้ดังนี้                     


1. ด้านการเมืองการปกครอง  ได้แก่

       1.1)  ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรก  ระหว่าง พ.ศ. 2435 - 2458  และมีบทบาทสำคัญในการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลจนประสบความสำเร็จ  ทรงตั้งมณฑล 18 มณฑล  จังหวัด 71 จังหวัด  และเสด็จออกตรวจราชการหัวเมืองสม่ำเสมอ                               

       1.2)  ทรงฝึกหัดการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  เพื่อปูพื้นฐานการปกครองแบบประชาธิปไตย                              

    2.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม  ได้แก่                               

       2.1)  ทรงค้นคว้าในทางพงศาวดารและโบราณคดี  ทรงมีงานประพันธ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก  เช่น  ไทยรบพม่า  พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์  รัชกาลที่ ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ  จนได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย                              

       2.2)  ทรงว่าการหอพระสมุดสำหรับพระนครและริเริ่มการตั้งพิพิธภัณฑ์เมื่อ พ.ศ. 2470  ทรงประกาศรับซื้อหนังสือเก่าและรวบรวมของเก่า ๆ เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ  ทรงทำโรงเก็บราชรถ                               

      2.3)  ทรงริเริ่มในการพิมพ์หนังสือสำหรับแจกเป็นวิทยาทานในงานต่าง ๆ เช่น  งานพระศพหรืองานวันประสูติ  และขอแบ่งหนังสือส่วนหนึ่งเก็บไว้ในห้องสมุด  ทำให้หนังสือความรู้ทั้งเก่าและใหม่ได้รับการพิมพ์แพร่หลายมากขึ้น  รวมทั้งได้รักการเก็บรักษาไว้ในห้องสมุด                               

      2.4)  ทรงส่งเสริมการค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับไทยที่มีอยู่ในที่ต่าง ๆ                               

      2.5)  ใน พ.ศ. 2475  ทรงทดลองจัดตั้งสมาคมวรรณคดีและราชบัณฑิตยสภา  แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  ได้ทรงถูกถอดออกจากการเป็นสภานายกหอพระสมุดและราชบัณฑิตยสภา                               

      2.6)  ทรงริเริ่มจัดตั้งหอจดหมายเหตุ  หอรูป  โดยทรงแยกจัดไว้เป็นแผนก ๆ คือ  รูปคน  รูปสถานที่  รูปเหตุการณ์  และนำมาไว้แห่งเดียวกัน  ทำให้มีรูปเก่าตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน