สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พระประวัติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นพระราชโอรส องค์ที่ ๕๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาชุ่ม ธิดาพระอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ) ต้นสกุล “โรจนดิศ” เป็นเจ้าจอมมารดา ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๐๕ ได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ว่า “พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร” พระองค์ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้น จากสำนักคุณแสง และคุณปาน ราชนิกุล ในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ. ๒๔๒๐ ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก และทรงเริ่มรับราชการในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อพระชนมายุ ๑๕ ชันษา พ.ศ. ๒๔๒๙ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระสุพรรณบัฏ และทรงประกาศสถาปนา พระอิสริยยศเป็น “กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ” พ.ศ. ๒๔๓๐ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ทรงลาออกจากตำแหน่งพ.ศ. ๒๔๓๕–๒๔๕๘ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๕๘ เนื่องมาจากพระอนามัยทรุดโทรม) พ.ศ.๒๔๔๒ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น “กรมหลวงดำรงราชานุภาพ” พ.ศ.๒๔๕๔ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น “กรมพระดำรงราชานุภาพ” พ.ศ.๒๔๕๘ ทรงดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดสำหรับพระนครพ.ศ.๒๔๖๖ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรและเป็นนายพลเอกพ.ศ.๒๔๖๙ ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาพ.ศ.๒๔๗๒ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ”สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๖ รวมพระชันษาได้ ๘๑ พรรษา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงฉายร่วมกับเจ้าจอมมารดาชุ่ม ผู้เป็นพระมารดา พระเกียรติคุณ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นงานใหญ่ และงานสำคัญยิ่งของบ้านเมือง ทรงเป็นกำลังสำคัญในการบริหารประเทศหลายด้าน และทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างสูง ผลงานด้านต่าง ๆ ของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันสูง เป็นที่ประจักษ์แก่มหาชนทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนราชการกระทรวงมหาดไทย ได้ทรงวางรากฐานการปกครองไว้อย่างมั่นคง ตลอดทั้งทรงประพฤติปฏิบัติพระองค์ให้เป็นแบบอย่างของนักปกครองรุ่นหลังนักปกครองจึงยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นบิดาของนักปกครอง กล่าวคือ ๑.ทรงจัดการบังคับบัญชางานภายในกระทรวงมหาดไทยให้มีรูปแบบเป็นระบบ ราชการชัดเจนขึ้น มีลำดับขั้นการบังคับบัญชา มีการแบ่งงานและเลือกสรรผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ารับราชการ โดยการจัดสอบคัดเลือก ตลอดจนออกระเบียบวินัยต่าง ๆ เช่น เลิกประเพณีให้ข้าราชการทำงานอยู่ที่บ้าน กำหนดเวลาทำงาน จัดระเบียบการรับ ส่ง ร่าง เขียน และเก็บหนังสือราชการ รวมทั้งเลิกวิธีการปกครองแบบกินเมือง อันก่อให้เกิดการใช้ตำแหน่งหน้าที่ ราชการหาประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องโดยจัดสรรเป็นเงินเดือนให้แทน ตลอดจนริเริ่มจัดสร้างสถานที่ราชการ และบ้านพักข้าราชการขึ้นในหัวเมืองต่าง ๆ เป็นต้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลพายัพ ๒. ทรงจัดระบบการปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งเรียกว่า “ระบบเทศาภิบาล" ได้เป็นผลสำเร็จ และนับว่าเป็นผลงานสำคัญที่สุดของพระองค์ โดยทรงรวมหัวเมืองต่าง ๆ จัดเข้าเป็นมณฑล และมี “ข้าหลวงเทศาภิบาล” (ถึงรัชกาลที่ ๖ เปลี่ยนเป็นสมุหเทศาภิบาล) เป็นผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนทั้งหลายในมณฑลนั้น เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของเสนาบดี และเป็นเสมือนสิ่งเชื่อมระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทำให้การบริหาร ราชการเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และยังประโยชน์ให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยทรงเริ่มตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๓๕ จำนวน ๔ มณฑล และจัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก ปีละ ๑-๓ มณฑล เรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ.๒๔๕๘ จึงทรงตั้งมณฑลเทศาภิบาลเสร็จทั่วพระราช-อาณาจักร รวมทั้งสิ้น ๒๐ มณฑล (ไม่รวมมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล) เนื่องจากการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลเป็นการปกครองแบบใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ จึงได้ทรงจัดให้มีการประชุมเทศาภิบาลเป็นประจำปี ปีละ ๑ ครั้ง เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตลอดจนพิจารณาวางหลักการปกครองท้องที่ให้เป็นถาวร เพื่อตราเป็นกฎหมายใช้เป็นหลักดำเนินการปกครองต่อไป โดยเริ่มประชุมตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๘ เป็นต้นมาจนกระทั่งได้เลิกมณฑลเทศาภิบาลไปใน พ.ศ.๒๔๗๕ รวม ๓๖ ปี |
ผลงานของบุคคลสำคัญในการสร้างสรรค์ชาติไทย
สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. 2405 - 2486) มีพระนามเดิมว่า "พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร" ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาชุ่ม ทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงส่งเสริมการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และการศึกษาของชาติ
1. ด้านการเมืองการปกครอง ได้แก่
พระราชกรณียกิจสำคัญที่มีต่อการสร้างสรรค์ชาติไทยสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ด้านการเมืองการปกครอง ได้แก่
1.1) ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรก ระหว่าง พ.ศ. 2435 - 2458 และมีบทบาทสำคัญในการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลจนประสบความสำเร็จ ทรงตั้งมณฑล 18 มณฑล จังหวัด 71 จังหวัด และเสด็จออกตรวจราชการหัวเมืองสม่ำเสมอ
1.2) ทรงฝึกหัดการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เพื่อปูพื้นฐานการปกครองแบบประชาธิปไตย
2. ด้านสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่
2.1) ทรงค้นคว้าในทางพงศาวดารและโบราณคดี ทรงมีงานประพันธ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก เช่น ไทยรบพม่า พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ จนได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย
2.2) ทรงว่าการหอพระสมุดสำหรับพระนครและริเริ่มการตั้งพิพิธภัณฑ์เมื่อ พ.ศ.2470 ทรงประกาศรับซื้อหนังสือเก่าและรวบรวมของเก่า ๆ เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ ทรงทำโรงเก็บราชรถ
2.3) ทรงริเริ่มในการพิมพ์หนังสือสำหรับแจกเป็นวิทยาทานในงานต่าง ๆ เช่น งานพระศพหรืองานวันประสูติ และขอแบ่งหนังสือส่วนหนึ่งเก็บไว้ในห้องสมุด ทำให้หนังสือความรู้ทั้งเก่าและใหม่ได้รับการพิมพ์แพร่หลายมากขึ้น รวมทั้งได้รักการเก็บรักษาไว้ในห้องสมุด
2.4) ทรงส่งเสริมการค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับไทยที่มีอยู่ในที่ต่าง ๆ
2.5) ใน พ.ศ. 2475 ทรงทดลองจัดตั้งสมาคมวรรณคดีและราชบัณฑิตยสภา แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้ทรงถูกถอดออกจากการเป็นสภานายกหอพระสมุดและราชบัณฑิตยสภา
2.6) ทรงริเริ่มจัดตั้งหอจดหมายเหตุ หอรูป โดยทรงแยกจัดไว้เป็นแผนก ๆ คือ รูปคน รูปสถานที่ รูปเหตุการณ์ และนำมาไว้แห่งเดียวกัน ทำให้มีรูปเก่าตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
หมอบรัดเลย์
คนไทยกับคนอเมริกันได้พบเห็นหน้าอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อในรัชกาลที่ ๓ ในครั้งนั้นประธานาธิบดีแย็กสัน (Andrew Jackson) ได้แต่งตั้งให้เอมินราบัดหรือ เอดมันด์ รอเบิต (Edmond Roberts) เป็นทูตขี่เรือกำปั่นเข้ามาทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าขายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ (ภายหลังประเทศอังกฤษ) และต่อจากนั้น ๓ ปี หมอบรัดเลย์ก็นั่งเรือใบเข้ามา
หมอบรัดเลย์เป็นคนเมืองมาร์เซลลุส (Marcellus) ในมลรัฐนิวยอร์ก เป็นเมืองที่บิดามารดามาตั้งครอบครัวอยู่หลังจากอพยพมาจากนิวฮาเวน (New Haven) บิดาชื่อ แดน บรัดเลย์ มีอาชีพเป็นศาสนาจารย์, เกษตรกร, ผู้พิพากษา และบรรณาธิการวารสารทางเกษตรกรรม มารดาชื่อ ยูนิซ บีช บรัดเลย์ (Eunice Beach Bradley) เมื่อนางให้กำเนิดหมอบรัดเลย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ แล้ว นางก็สิ้นชีวิตในวันต่อมา หมอบรัดเลย์เป็นบุตรคนที่ ๕ ชื่อแรกมาจากชื่อของบิดาคือ แดน และชื่อกลางมาจากชื่อสกุลมารดาคือ บีช รวมเป็นแดน บีชบรัดเลย์
ต่อมาบิดาของท่านได้แต่งงานใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘ ท่านจึงได้รับการเลี้ยงดูจากมารดาเลี้ยง และมีน้องที่เกิดจากแม่คนใหม่อีก ๕ คน แม้กระนั้นก็ได้ให้ความรักความเมตตาแก่ท่านเป็นอย่างดี ทำให้ไม่รู้สึกว้าเหว่แต่อย่างใด
ท่านเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เป็นเด็ก จึงอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านสนใจในการพิมพ์หนังสือในสมัยต่อมา และอยากให้คนไทยอ่านหนังสือกันมาก ๆเผอิญสิ่งแวดล้อมในอเมริกาครั้งนั้นเป็นผลดีแก่เมืองไทย ที่จะได้คนดีอย่างหมอบรัดเลย์เข้ามา คือในสมัยนั้นทางฝ่ายเผยแผ่ศาสนาคริสต์มีความต้องการมิชชันนารีที่เป็นแพทย์จำนวนมาก หมอบรัดเลย์จึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาวิชาแพทย์แทนที่จะทำงานทางศาสนา และเนื่องจากขณะนั้นสุขภาพไม่ค่อยดี ในระยะแรกท่านจึงศึกษากับนายแพทย์โอลิเวอร์ (Dr. A.F. Oliver) ที่เมือง Penn Yan แบบตามสบายเพื่อรอให้สุขภาพดีขึ้น
เมื่ออยู่ในวัยรุ่น ท่านมีข้อบกพร่องอยู่อย่างหนึ่งคือพูดติดอ่าง ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการเผยแผ่ศาสนาที่จะต้องพูดหรือบรรยายธรรม ฉะนั้นท่านจึงต้องรีบแก้ไขโดยการเข้ากลุ่มฝึกพูด ซึ่งก็เป็นผลดี
ในหนังสือ ๕๐ ปีโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน นายแพทย์คทาวุธ โลกาพัฒนา ได้กล่าวถึงการเรียนวิชาแพทย์ของหมอบรัดเลย์ไว้ตอนหนึ่งว่า
"การศึกษาวิชาแพทย์ในสมัยนั้นเป็นการศึกษาแบบปฏิบัติกับแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ จนกระทั่งมีประสบการณ์เพียงพอจึงจะสอบเพื่อรับปริญญา ท่านเคยไปฟังบรรยายทางการแพทย์ที่ Harvard ในปี ค.ศ. ๑๘๓๐ และกลับไปฝึกปฏิบัติงานการแพทย์สลับกับการเป็นครูในหมู่บ้าน เมื่อสะสมเงินได้เพียงพอ จึงไปที่โรงเรียนแพทย์ในกรุงนิวยอร์กเพื่อเรียนและสอบได้ปริญญาแพทย์ในเดือนเมษายนค.ศ. ๑๘๓๓
ระหว่างอยู่ในนิวยอร์กยังได้ปฏิบัติงานหาความชำนาญ และระหว่าง ๒ ปีนั้นอหิวาตกโรคกำลังระบาดอยู่ในนิวยอร์ก โดยระบาดมาจากเมืองควิเบก ขณะศึกษาอยู่ในนิวยอร์กได้สมัครเป็นแพทย์มิชชันนารีกับ ABCFM (American Board of Commissioners of Foreign Missions) เพื่อทำงานในอาเซีย
ที่นิวยอร์ก หมอบรัดเลย์ได้รู้จักกับบุคคลสองคนซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตในระยะต่อมา คนแรกคือ Charles Grandison Finneyซึ่งเป็นนักเทศน์และอาจารย์จาก Oberlin College มีความเชื่อว่า มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตโดยไม่มีบาป คือดำรงชีวิตของตนเช่นเดียวกับพระคริสตเจ้า ความเชื่อนี้มีผลต่อการปฏิบัติงานของหมอบรัดเลย์ในเมืองไทย คนที่สองคือ Reverend Charles Eddy แห่งคณะ ABCFM ซึ่งแนะนำว่าการทำงานมิชชันนารีในต่างแดนควรจะมีผู้ช่วย"
ในที่สุดหมอบรัดเลย์ได้เข้าศึกษาที่ College of Physicians ที่เมืองนิวยอร์ก และได้รับปริญญา Doctor of Medicine เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๘๓๓ (พ.ศ. ๒๓๗๖) พร้อมที่จะเป็นมิชชันนารีต่อไป
ในช่วงเวลาที่หมอบรัดเลย์เกิดจนถึงรุ่นหนุ่ม สังคมอเมริกันได้เกิดความเคลื่อนไหวที่สำคัญซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวความคิดและวัฒนธรรมอเมริกัน คือการฟื้นสำนึกทางศาสนาครั้งใหญ่ เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูหลักธรรมของศาสนาคริสต์โปรเตสแตนต์ โดยมีการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอบายมุข การเคลื่อนไหวเพื่อการเลิกทาส และการรณรงค์เพื่อเดินทางออกไปเผยแพร่ศาสนายังประเทศต่างๆทั่วโลก การฟื้นสำนึกทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อหมอบรัดเลย์โดยตรง หมอบรัดเลย์ในวัยหนุ่มตั้งใจจะศึกษาทางด้านอักษรศาสตร์ แต่ต้องประสบปัญหาทางด้านการพูดออกเสียงและมีอายุมากเกิน จึงต้องเบนเข็มเข้าเรียนทางด้านการแพทย์แทน โดยเริ่มเข้าศึกษาชั้นต้นกับคลินิกแพทย์คนหนึ่งที่ออเบิ์รน แต่ต้องพักการเรียนระยะหนึ่งเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ต่อมาเมื่อสุขภาพแข็งแรงแล้วก็คิดจะเรียนต่อทางด้านศาสนา เพื่อเป็นผู้สอนศาสนา แต่ก็ต้องประสบปัญหาทางด้านการเงินและอายุอีก จึงหันกลับมาเรียนต่อ ทางด้านการแพทย์อีกครั้ง โดยมุ่งหวังว่าจะทำให้สามารถทำงานเผยแพร่ศาสนาได้ ในที่สุด หมอบรัดเลย์ก็เรียนสำเร็จ ได้รับปริญญาทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ในปี 2376
เมื่อได้ปริญญาทางการแพทย์แล้วหมอบรัดเลย์จึงสมัครเป็นมิชชันนารี กับคณะ เอ บี ซี เอฟ เอ็ม (American Board of Commissioner Foreign Mission) คือคณะมิชชันนารีเพื่อพันธกิจต่างชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "คณะอเมริกันบอร์ด" คณะอเมริกันบอร์ดอนุมัติให้หมอบรัดเลย์เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาในเอเชียได้ จุดหมายปลายทางคือ ประเทศสยาม ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จัก ตามธรรมเนียมของการเดินทางมายังประเทศห่างไกลเช่นนี้ มิชชั่นนารีจำเป็นต้องมีคู่แต่งงานเดินทางมาด้วย หมอบรัดเลย์จำเป็นต้องหาผู้หญิงที่พร้อมจะเป็นคู่ชีวิตและยอมเป็นคู่ชีวิตและยอมเดินทางไปทำงานไกลบ้านเกือบครึ่งโลกด้วยความเต็มใจ ไม่นานหมอบรัดเลย์ก็ได้พบผู้หญิงคนนั้น เธอคือ เอมิลี่ รอยซ์
1 กรกฎาคม 2377 หมอบรัดเลย์ออกเดินทางจากบอสตันมุ่งหน้าสู่สยาม โดยเรือ "แคชเมียร์" ใช้เวลารอนแรมในทะเลเป็นเวลา 6 เดือน หมอบรัดเลย์ก็มาถึงสิงคโปร์ในวันที่ 12 มกราคม 2378 และแวะพักอยู่ที่สิงค์โปร์อีก 6 เดือน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่สยามในวันที่ 18 กรกฎาคม 2378 เป็นวันเกิดปีที่ 31 ปีพอดี
เมื่อมาถึงสยามหมอบรัดเลย์ได้อาศัยพักรวมอยู่กับครอบครัวของศาสนาจารย์สตีเฟน จอห์นสัน ที่ย่านวัดเกาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแผ่ศาสนากับชุมชนชาวจีนก่อนเป็นลำดับแรก ที่บ้านพักย่านวัดเกาะนี้ หมอบรัดเลย์ได้เปิดโอสถสถาน ขึ้น เพื่อทำการรักษา จ่ายยา และหนังสือเกี่ยวกับศาสนาให้กับคนไข้
แต่ไม่นานกิจการนี้ก็ถูกเพ่งเล็ง ว่าอาจทำให้ชาวจีนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลสยามได้ จึงมีการกดดันเจ้าของที่ดินคือนายกลิ่นไม่ให้มิชชันนารีเช่าที่ต่อไปอีก หมอบรัดเลย์จึงต้องย้ายมาเช่าที่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ที่บริเวณหน้าวัดประยูรวงศาวาส เป็นที่ทำการแห่งใหม่
ที่อยู่แห่งใหม่นี้เองที่หมอบรัดเลย์ได้ทำการผ่าตัดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ของไทย คือการตัดแขนพระภิกษุรูปหนึ่งที่ได้รับอุบัติเหตุจากกระบอกบรรจุดินดำทำพลุแตกในงานฉลองที่วัดประยูรวงศาวาส หมอบรัดเลย์ต้องตัดแขนพระภิกษุรูปนี้เพื่อรักษาชีวิตไว้ ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการผ่าตัดแผนปัจจุบันครั้งแรกของไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2380
ผลงานชิ้นสำคัญทางการแพทย์อีกเรื่องหนึ่งคือ การริเริ่มปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ เป็นผลสำเร็จครั้งแรกในเมืองไทยทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือในการหาซื้อเชื้อหนองฝีโค ซึ่งต้องสั่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกามาใช้เพื่อปลูกฝีให้ชาวสยาม และยังทรงให้แพทย์หลวงมาศึกษาวิธีการปลูกฝีจากหมอบรัดเลย์เพื่อขยายการปลูกฝีให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย
หลังจากที่หมอบรัดเลย์ประสบความสำเร็จอย่างมากในทางการแพทย์ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบางกอก แต่นั่นกลับไม่ช่วยให้กิจกรรมทางด้านศาสนาประสบความสำเร็จไปด้วย ตลอดชีวิตของหมอบรัดเลย์ในสยามซึ่งกินเวลาเกือบ 40 ปีนั้น ทำให้กลับใจเปลี่ยนศาสนาได้ไม่กี่คน หรือเรียกว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าทุกสิ่งที่หมอบรัดเลย์ทำนั้นล้วนแต่เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางศ่าสนาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการแพทย์หรือการพิมพ์ก็ตาม
ส่วนงานที่หมอบรัดเลย์ทำและพัฒนาขึ้นตลอดเวลาคือ การพิมพ์ สิ่งที่น่าสนใจในงานพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแผ่ศาสนา เป็นสิ่งสนับสนุนทางการแพทย์ และยังเป็นรายได้เพื่อจุนเจือครอบครัวอีกด้วย
การพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ในสยามเริ่มต้นขึ้นเมื่อหมอบรัดเลย์เดินทางจากสิงคโปร์มาสยามและได้ซื้อตัวพิมพ์อักษรไทยและแท่นพิมพ์ไม้ติดตัวมาด้วยตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้ชุดแรกที่เข้าสู่สยามพร้อมกับหมอบรัดเลย์ถูกนำมาตั้งเป็นโรงพิมพ์ขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช อันเป็นที่ตั้งของคณะ เอ บี ซี เอฟ เอ็ม และได้ดำเนินการพิมพ์ใบปลิว หนังสือต่างๆในระยะแรก ตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้นี้หมอบรัดเลย์กล่าวถึงไว้ว่า เป็นสิ่งที่อัปลักษณ์มาก
จนกระทั่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2379 โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์จึงได้รับแท่นพิมพ์ใหม่ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น ยี่ห้อโอติส และสแตนดิ้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์การพิมพ์สยาม เพราะทำให้ประสิทธิภาพในการพิมพ์สูงขึ้น และสวยงามขึ้นอย่างมาก
หมอบรัดเลย์ได้ให้กำเนิดสิ่งพิมพ์ฉบับแรกที่พิมพ์ขึ้นในประเทศคือ หนังสือบัญญัติสิบประการ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2379 หลังจากนั้นกิจการโรงพิมพ์ภายใต้การดูแลของหมอบรัดเลย์ก็เริ่มต้นพิมพ์เกี่ยวกับศาสนาออกมาอีกมากมาย
ต่อมาในปี 2382 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นจำนวน 9,000 ฉบับ นับเป็นสิ่งตีพิมพ์เอกสารทางราชการฉบับแรกในประวัติศาสตร์สยาม และถือเป็นหมายสำคัญว่ายุคแห่งการคัดด้วยลายมือกำลังจะหมดไป เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งการพิมพ์สยาม
ในที่สุดพัฒนาการของการพิมพ์ในสยามก็มาถึงจุดสำคัญที่สุดคือ หมอบรัดเลย์และคณะสามารถหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2384 ตัวพิมพ์ชุดนี้หมอบรัดเลย์ยังได้ทำขึ้นอีกเพื่อทูลเกล้าฯถวายเจ้าฟ้ามงกุฎ สำหรับใช้ที่โรงพิมพ์วัดบวรนิเวศวิหาร
ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2387 หมอบรัดเลย์ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของสยามขึ้นในชื่อว่า หนังสือจดหมายเหตุ บางกอกรีคอเดอ กิจการโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ได้พิมพ์หนังสือออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในระยะหลังเมื่อหมอบรัดเลย์ได้รับพระราชทานที่ดินให้เช่าบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ งานพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่จำกัดวงเฉพาะงานทางด้านศาสนาอีกต่อไปแต่ได้พิมพ์หนังสือหลากหลายประเภท ทั้งนิยาย ประวัติศาสตร์ กฎหมาย วรรณคดี เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลที่สนใจทั่วไป
เกือบ 40 ปีที่อยู่ในสยาม หมอบรัดเลย์ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักตลอดเวลา มีโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดเพียงครั้งเดียว เป็นช่วงเวลาที่ เอมิลี บรัดเลย์ เสียชีวิตลงในสยาม การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้กินเวลา 3 ปี คือระหว่างปี 2390-2393 เมื่อกลับมาสยามอีกครั้ง หมอบรัดเลย์ก็มาพร้อมกับภรรยาคนใหม่ คือซาราห์ แบลชลี หลังจากนั้นก็ลงหลักปักฐานอยู่ในสยามจนเสียชีวิตที่นี่ทั้งสองคน หมอบรัดเลย์มีบุตรกับเอมิลี 5 คน และกับซาราห์ 5 คนหมอบรัดเลย์มีชีวิตอยู่ในสยามผ่านเวลามาถึง 3 แผ่นดิน คือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 รัชการลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 โดยที่ไม่มีโอกาสร่ำรวยและสุขสบายเลย หมอบรัดเลย์เสียชีวิตลงในปี 2416 ขณะมีอายุได้ 69 ปี อนุสรณ์สถานของครอบครัวบรัดเลย์อยู่ที่สุสานโปรเตสแตนท์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญกรุง
แต่สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหมอบรัดเลย์ต่อชาวไทยก็คือการพิมพ์และการแพทย์ แม้ว่าหมอบรัดเลย์จะไม่ได้รับการยกย่องให้เป็น"บิดา"ทั้งทางด้านการพิมพ์และการแพทย์แผนใหม่ของไทย แต่สิ่งที่หมอบรัดเลย์ได้ริเริ่มบุกเบิกไว้เป็นคนแรกนั้นก็ไม่อาจลบเลือนไปได้เช่นกัน
การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และพระบรมราชจักรีวงศ์ กับการประเทศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกา อยู่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันมาก ต่างกันเพียง ๖ ปีเท่านั้นคือ เหตุการณ์แรกเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ และเหตุการณ์หลังเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๙ และหลังจากนั้นไม่นานประเทศทั้งสองก็ได้มีสัมพันธไมตรีต่อกัน
เรือกำปั่นของชาวอเมริกันลำแรก มีกัปตันแฮน เป็นนายเรือได้แล่นเข้ามาในลำน้ำเจ้าพระยาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๔ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เรือลำนี้ได้บรรทุกสินค้ารวมทั้งปืนคาบศิลาที่ทางราชอาณาจักรไทยต้องการ กัปตันแฮนได้ถวายปืนคาบศิลา ๕๐๐ กระบอก นับเป็นการทำความดีความชอบ จึงได้รับพระราชทานสิ่งของตอบแทนจนคุ้มราคาปืน และยังได้รับยกเว้นภาษีส่วนหนึ่ง ทั้งยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น ขุนภักดีราช
หลังจากกัปตันแฮนก็มาถึงยุคของมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง
งานเผยแพร่คริสตศาสนาในพระราชอาณาจักรไทยนั้น บาทหลวงจากนิกายโรมันทาธอลิค ได้เริ่มมาแล้วตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยอยุธยา แต่งานของมิชชันนารีจากนิกายโปรแตสแตนท์ เพิ่งจะเริ่มในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๑ โดยศาสนาจารย์สองคนจากสมาคมมิชชันนารีลอนดอน และสมาคมมิชชันนารีเนเทอร์แลนด์ ทั้งสองคนได้มาพักอยู่ที่บ้านคาโลส เดอซิลเวรา กงสุลโปรตุเกส ซึ่งเป็นกงสุลชาวตะวันตกคนแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ มิชชันนารีทั้งสองได้นำคำสอนเป็นภาษาจีนมาแจกจ่าย ให้บรรดาคนจีนในกรุงเทพ ฯ พร้อมทั้งแจกยารักษาโรค ทางราชการของไทยเกรงว่าจะเป็นการยุยงปลุกปั่นคนจีนในพระราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงสั่งห้ามแจกหนังสือแก่คนไทย ต่อมามิชชันนารีทั้งสองได้ขอความช่วยเหลือไปยังคริสตจักรที่สหรัฐอเมริกา ขอให้ส่งมิชชันนารีมาเพิ่มเติม จดหมายฉบับดังกล่าวได้ส่งไปกับ กัปตันเรือสินค้าชื่อ กัปตัน เอเบิล คอฟฟิน เรือลำนี้ได้นำฝาแฝดไทยคือ อินกับจัน ไปอเมริกาด้วย ในปี พ.ศ.๒๓๗๑ นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เดินทางไปอเมริกา และคำว่า แฝดสยาม ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก
มิชชันนารีอเมริกันคนแรกเดินทางมาถึงเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ คือ หมอ เดวิด เอบีล ความจริงงานเผยแพร่ศาสนาของมิชชันนารีอเมริกัน ต่อคนไทยครั้งแรกได้เริ่มขึ้นแล้วหลายปีก่อนหน้านั้น โดยมิชชันนารีอเมริกันในพม่า นั่นคือในปี พ.ศ.๒๓๖๑ ณ หมู่บ้านคนไทยแห่งหนึ่งในเมืองย่างกุ้ง นางแอน เฮเซนทีน จัดสัน มิชชันนารีอเมริกันได้เข้าไปเผยแพร่ศาสนาในพม่าพร้อมสามี ได้พยายามศึกษาภาษาไทยกับคนไทยในหมู่บ้านนั้นเป็นเวลาปีเศษ คนไทยในหมู่บ้านดังกล่าวน่าจะเป็นคนไทยที่ตกไปอยู่ในพม่าครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ ปี พ.ศ.๒๓๑๐ นางแอน จัดสันได้แปลคัมภีร์บางบทออกเป็นภาษาไทย และด้วยความช่วยเหลือของมิชชันนารีอเมริกันอีกผู้หนึ่งคือ ยอร์ช เอช เฮาห์ ซึ่งมีความรู้เป็นช่างพิมพ์ได้หล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยชุดแรก เพื่อพิมพ์คำสอนเป็นภาษาไทยขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๒ แท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ชุดนี้ต่อมาได้ตกมาอยู่ในความครองครองของสมาคมมิชชันนารีลอนดอนที่สิงคโปร์ ดังนั้นจึงได้มีการนำคัมภีร์ภาษาไทยไปพิมพ์ที่สิงคโปร์
คณะมิชชันนารีอเมริกันที่เดินทางเข้ามายังเมืองไทยนั้นมีอยู่หลายคณะด้วยกัน ที่สำคัญอเมริกันแบบทิสต์ บอร์ด และอเมริกัน บอร์ด ออฟ คอมมิชชันเนอร์ ฟอร์ ฟอเรน มิชชัน ต่อมาทั้งสองคณะได้รวมเป็นพวกเดียวกัน เรียกชื่อย่อว่า คณะ เอ.บี.ซี.เอฟ.เอ็ม. คนสำคัญในคณะทั้งสองนี้ มีหมอเดวิด เอบีล หมอชาลล์ รอบินสัน และหมอบีช บรัดเลย์ เป็นต้น มิชชันนารีเหล่านี้ส่วนมากเดินทางมาพร้อมกับภรรยา ซึ่งทำหน้าที่เป็นมิชชันนารีเช่นกัน บ้างก็เดินทางมาจากพม่า และบ้างก็เดินทางมาจากอเมริกา มิชชันนารีที่มีบทบาทสำคัญอีกคณะหนึ่งคือ คณะ เพรสไบทีเรียน ที่เริ่มเดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ คนสำคัญในคณะนี้คือ รอเบิต ออร์ ผู้มาถึงคนแรก ต่อมามี หมอสตีเฟน แมตตูน หมอ แซมวล เฮาส์ หมอ แดเนียล แมกกิลวารี และหมอ เอส.ยี.แบดฟาร์แลนด์ เป็นต้น
การเข้ามาของมิชชันนารีอเมริกัน นอกจากนำศาสนาคริสเตียนเข้ามาเผยแพร่แล้ว ก็ได้นำเอาการแพทย์และการศึกษาแผนใหม่ เข้ามาทำประโยชน์ในเมืองไทยด้วย
ผลงานด้านเผยแพร่ศาสนา
เดวิด เอบีล เดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ พร้อมหมอทอมลินซึ่งกลับจากสิงคโปร์ ได้พักอยู่ที่สถานกงสุลโปรตุเกส หมอทอมลินได้นำยารักษาโรค และหนังสือสอนศาสนาทั้งภาษาจีน และภาษาไทยมาแจกจ่ายอีกครั้งหนึ่ง หมอ เอบีล ได้มีหนังสือไปยังคริสตจักรที่อเมริกา ให้ส่งมิชชันนารีมาเมืองไทยอีก สมาคมศาสนาคณะต่าง ๆ ในอเมริกา ได้ส่งมิชชันนารีเข้ามาไม่ขาดสาย และได้ขยายงานออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ เกือบทั่วพระราชอาณาจักรไทย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงขัดขวางกายเผยแพร่ศาสนาแต่อย่างใด เพียงแต่ในระยะแรก ๆ ทางราชการห้ามแจกคำสอนในหมู่คนไทยด้วยกัน ด้วยยังไม่แน่ใจเจตจำนงค์ของมิชชันนารีที่เข้ามาใหม่เท่าใดนัก พวกมิชชันนารีก็ตระหนักในความจริงว่าเมืองไทยเป็นดินแดนที่ไม่มีการต่อต้าน ทำร้าย และทารุณพวกมิชชันนารีเหมือนดินแดนบางแห่งในเอเซีย แต่มิชชันนารีก็ไม่ประสบผลสำเร็จที่น่าพอใจในการชักจูงคนไทยให้ไปนับถือคริสตศาสนา แม้ว่าจะประสบผลสำเร็จในหมู่คนจีนบ้างพอสมควร มีผู้กล่าวไว้ว่าไม่มีประเทศใดที่มิชชันนารีจะได้รับการต่อต้าน การเผยแพร่ศาสนาน้อยที่สุด หรือเกือบไม่มีเลยเท่าประเทศไทย และก็ไม่มีประเทศใดที่คณะมิชชันนารีได้รับผลสำเร็จน้อยที่สุดเท่าประเทศไทย สิ่งที่มีค่าที่มิชชันนารีอเมริกันได้รับคือ ทำให้คนไทยทุกชั้นได้ประจักษ์ว่า อเมริกันเป็นมิตรที่ดี มิชชันนารีอเมริกันทำให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อฝรั่งชาวตะวันตกในทางหวาดระแวงมานาน และทำให้คนไทยเริ่มเห็นว่าการคบฝรั่งโดยเฉพาะชาวอเมริกันจะได้รับประโยชน์
มิชชันนารีอเมริกันที่เดินทางมาถึงเมืองไทยต่อมาคือ หมอ จอห์น เทเลอร์โจนส์ กับภรรยา ซึ่งเดินทางมาจากพม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ และได้นำบุตรบุญธรรมชื่อ แซมวล จ.สมิธ มาด้วย เด็กชายผู้นี้ต่อมามีชื่อเสียงในเมืองไทยในนาม "หมอสมิธ" เจ้าของโรงพิมพ์ หมอโจนส์ (คนไทยเรียก หมอยอน) และภรรยา ได้แปลคำภีร์ต่อจากมิชชันนารีผู้มาก่อน ๆ ได้ทำไว้
มิชชันนารีรุ่นที่สาม มาถึงเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๘ ได้ไปเช่าที่เหนือวัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) สร้างเรือนพักขึ้นสองหลัง มีมิชชันนารีอเมริกันมาพักอยู่ด้วย แต่ต่อมามีเหตุให้ต้องแยกย้ายกันออกไป หมอแดนบีช บรัดเลย์ ได้ย้ายไปพักอยู่ที่หมู่บ้านซางตาครูซ ฝั่งธนบุรี และต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่กับเจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งได้ปลูกเรือนสองหลังให้พวกมิชชันนารีเช่าอยู่ริมแม่น้ำหน้าวัดประยูรวงศาวาส สถานที่นี้ได้ใช้เป็นศูนย์กลางของคณะมิชชันนารีอเมริกัน อยู่ต่อมาเป็นเวลานาน
คณะมิชชันนารีได้สร้างโบสถ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๐ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ ได้มีมิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียน จากอเมริกามาสมทบ งานขยายงานออกนอกกรุงเทพ ฯ ยังไม่ได้เริ่มจนกระทั่งอีกประมาณ ๒๐ ปีต่อมา จังหวัดแรกที่คณะมิชชันนารีอเมริกันออกไปตั้งศูนย์เผยแพร่ศาสนาคือ จังหวัดเพชรบุรี เจ้าเมืองเพชรบุรี ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี ด้วยหวังว่าคณะมิชชันนารีจะได้ตั้งโรงเรียนสอนเด็ก ๆ ในจังหวัด หลังจากตั้งศูนย์เผยแพร่ได้ ๒ ปี ก็ได้สร้างโบสถ์ขึ้นที่นั่นใน ปี พ.ศ.๒๔๐๔
หมอแมกกิลวารี เป็นผู้ริเริ่มที่จะขยายงานของมิชชันนารีขึ้นไปถึงเชียงใหม่ หมอแมกกิลวารีได้เคยเข้าเฝ้าเจ้าเชียงใหม่ที่กรุงเทพ ฯ หลายครั้งขณะลงมาถวายเครื่องราชบรรณาการ และได้เดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๐ ใช้เวลาเดินทางถึงสามเดือน เจ้าเชียงใหม่กาวิโลรส ซึ่งอนุญาตให้มิชชันนารีขึ้นไปเผยแพร่ศาสนาได้ กลับต่อต้านอย่างรุนแรง ปรากฏว่าผู้เปลี่ยนศาสนาถูกลงโทษ เมื่อสิ้นเจ้ากาวิโลรสแล้ว เจ้าอุปราชยังคงขัดขวางงานของมิชชันนารีอยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่อง จึงทรงมีพระบรมราชโองการมายังข้าหลวงเมืองเชียงใหม่ให้ประกาศแก่ราษฎรเกี่ยวกับเรื่องการนับถือศาสนา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๑ มีข้อความสำคัญว่า
"การศาสนานั้นไม่เป็นที่ขัดขวางสิ่งใดในราชการแผ่นดิน ผู้ใดเห็นว่าศาสนาใดถูกต้องก็ถือตามใจชอบของผู้นั้น ผิดถูกก็อยู่แก่ผู้ที่นับถือศาสนานั้นเอง ในหนังสือสัญญา และธรรมเนียมในกรุงเทพ ฯ ก็ไม่ได้ห้ามปรามคนที่จะถือศาสนา"
เมื่อตั้งศูนย์ที่เชียงใหม่เสร็จแล้ว หมอแมกกิลวารี ก็เดินทางต่อไปยังเมืองอื่น ๆ ทางภาคเหนือ หาลู่ทางที่จะก่อตั้งศูนย์สอนศาสนาของมิชชันนารีอเมริกันต่อไป มิชชันนารีอเมริกันต้องใช้เวลาเกือบ ๕๐ ปี จึงสามารถก่อตั้งศูนย์สอนศาสนาคริสเตียนในจังหวัดต่าง ๆ ได้อีก ๙ แห่ง คือ ลำปาง (พ.ศ.๒๔๒๘) ราชบุรี (พ.ศ.๒๔๓๒) ภูเก็ต (พ.ศ.๒๔๓๓) แพร่ (พ.ศ.๒๔๓๖) น่าน (พ.ศ.๒๔๓๙) เชียงราย (พ.ศ.๒๔๔๐) พิษณุโลก (พ.ศ.๒๔๔๒) นครศรีธรรมราช (พ.ศ.๒๔๔๓) และตรัง (พ.ศ.๒๔๕๓) ในทุกจังหวัดดังกล่าวมิชชันนารีได้สร้างโบสถ์ โรงเรียน และโรงพยาบาล
ผลงานของมิชชันนารีอเมริกันด้านการแพทย์
งานนี้เริ่มด้วยหมอกัตสลาฟ และผู้ที่มีความสำคัญในยุคแห่งการบุกเบิกได้แก่ หมอบรัดเลย์ ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๘ ได้เปิดสำนักงานรักษาคนเจ็บ และแจกยารักษาโรคอยู่ที่วัดเกาะ ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่เรือนเช่าของเจ้าพระยาพระคลังใกล้วัดประยูรวงศ์ ฯ งานสำคัญของหมอบรัดเลย์คือ การนำเอาวิธีปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ เข้ามาใช้ในการแพทย์เมืองไทย หมอบรัดเลย์ได้ทดลองเพาะหนองเชื้อขึ้นเองในกรุงเทพ ฯ ได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยอมรับความสำเร็จด้านนี้ และได้โปรดเกล้า ฯ ให้หมอหลวงทั้งหมดมาหัดปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และได้พระราชทานรางวัลให้หมอบรัดเลย์ ๕ ชั่ง
หมอเฮ้าส์ เป็นมิชชันนารีอเมริกันอีกคนหนึ่งที่อุทิศตนให้กับงานด้านการแพทย์ เมื่อเกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ ก็ได้เป็นหัวแรงในการรักษาพยาบาล สามารถช่วยคนเจ็บไว้ได้เป็นจำนวนมาก หมอเฮาส์ใช้หัวแอลกอฮอล์การบูรผสมกับน้ำให้ผู้ป่วยกิน สามารถระงับโรคระบาดได้ผล หมอแมกกิลวารีนำยาควินินมาใช้รักษาคนไข้โรคมาเลเรียทางภาคเหนือ โรงพยาบาลแห่งแรกของมิชชันนารีอเมริกันสร้างที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าาเจ้าอยู่หัว ก็ยังพระราชทานเงินช่วยเหลือในการสร้างโรงพยาบาล มิชชันนารีที่ไม่ได้เป็นแพทย์ก็พยายามช่วยเหลืองานด้านนี้ตามความสามารถ ภรรยาของหมอสอนศาสนาทั้งหลายก็ได้ช่วยงานแพทย์ในฐานะพยาบาล โรงเรียนพยาบาลในโรงพยาบาลแมคคอมิคเชียงใหม่ เป็นผลงานชิ้นหนึ่งของหมอ เอดวิน ซี.คอร์ต โรงพยาบาลโรคเรื้อนแห่งแรกที่เชียงใหม่สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๑ เป็นผลงานของหมอเจมส์ ดับบลิว. แมคเดน ผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างโรงพยาบาลแมคคอมิค ทั้งยังเป็นผู้สร้างห้องทดลองผลิตวัคซีนได้สำเร็จใน ปี พ.ศ.๒๔๕๗
ด้านศัลยกรรม หมอบรัดเลย์เป็นคนแรกที่รักษาคนไข้ด้วยวิธีผ่าตัด แพทย์ทางศัลยกรรมอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานต่อมาคือหมอเฮาส์ หมอ ยอร์ช บรัดเลย์ แมกฟาร์แลนด์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์แผนใหม่ เมื่อทางราชการตั้งศิริราชพยาบาลขึ้น ก็ได้ตั้งโรงเรียนสอนวิชาแพทย์ขึ้นในโรงพยาบาลแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๒ ก็ได้เชิญหมอแมกฟาร์แลนด์ไปเป็นครูใหญ่ ต่อจากหมอ ที.เฮเวิร์ด เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๕ ท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระอาจวิทยาคม ท่านได้อุทิศเวลาหลายสิบปีให้กับโรงเรียนแพทย์ ได้แปลตำราแพทย์ออกเป็นภาษาไทยหลายเล่ม
คนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์ จากอเมริกาคือ นายเทียนฮี้ สารสิน (พระยาสารสิน สวามิภักดิ์) ซึ่งหมอเฮาส์ได้สนับสนุนส่งไปเรียนยังมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และหญิงไทยคนแรกที่เดินทางไปเรียนวิชาพยาบาลผดุงครรภ์ที่อเมริกาด้วยความอนุเคราะห์ของหมอแมตตูนคือ นางเต๋อ (เอสเทอร์)
ผลงานของมิชชันนารีอเมริกันด้านการศึกษาและการพิมพ์
ผลงานด้านการศึกษาเริ่มตั้งแต่การสอนภาษาอังกฤษ ไปจนถึงการตั้งโรงเรียนและการพิมพ์ ตลอดจนการออกหนังสือพิมพ์ ผลงานเหล่านี้เป็นการเปิดทางไปสู่วิชาการ และเทคนิคใหม่ ๆ ของโลกตะวันตก ความล้มเหลวทางการฑูตของไทย กับประเทศตะวันตกในระยะต้นๆ ของสมัยรัตนโกสินทร์ กับส่วนหนึ่งคือการไม่เข้าใจภาษาซึ่งกันและกัน
งานด้านการศึกษาของมิชชันนารีอเมริกันยังไม่ปรากฏชัดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาปรากฏชัดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดให้ ภรรยา มิชชันนารีสามคน ผลัดกันเข้าไปสอนหนังสือให้กับสุภาพสตรีใน พระราชสำนัก และหลังจากนั้น พวกมิชชันนารีก็เริ่มชักชวนเด็ก ชาวบ้านเรียนหนังสือ เช่น แหม่มแมตตูน เริ่มสอนเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านมอญ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๕ และในเวลาใกล้เคียงกัน ครูชาวจีนที่เปลี่ยนศาสนาคนแรก ๆ ก็ได้สอนหนังสือเด็กผู้ชาย ซึ่งส่วนมากเป็นลูกจีนในเขตมิชชันใกล้วัดอรุณ ฯ มีหมอเฮาส์เป็นผู้ควบคุม ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่สำเหร่ ต่อมาได้มีครูคนใหม่เป็นคนไทย จึงได้ใช้ภาษาไทยสอนแทนภาษาจีน วิชาที่สอนมีปรัชญา เลข ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และแต่งความ เป็นต้น โรงเรียนนี้ก้าวหน้าไปตามลำดับ ในปี พ.ศ.๒๔๓๔ โรงเรียนนี้มีชื่อว่า บางกอกคริสเตียนไฮสกูล ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ฝั่งกรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ และเปลี่ยนชื่อเป็นบางกอกคริสเตียนคอลเลจ ซึ่งก็คือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในปัจจุบัน
สำหรับเด็กผู้หญิง แหม่ม เอส.ยี. แมคฟาร์แลนด์ ได้ตั้งโรงเรียนการช่างสำหรับเด็กผู้หญิงที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๘ และในปี พ.ศ.๒๔๑๔ แหม่มจอห์นแคริงตัน ก็ได้ตั้งโรงเรียนการช่างทำนองเดียวกันที่ฝั่งธนบุรี ต่อมาโรงเรียนนี้ได้ย้ายไปรวมกับโรงเรียน แฮเวียต เอ็ม.เฮาส์ ซึ่งเดิมเรียกว่า โรงเรียนวังหลัง ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๗ โรงเรียนวังหลังเดิมซึ่งเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ สมัยแหม่ม เอ็ดนา เอส.โคล์ ที่เรียกกันว่า แหม่มโคล์ เป็นครูใหญ่ ได้ย้ายโรงเรียนมาอยู่ฝั่งกรุงเทพ ฯ ริมคลองแสนแสบ เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัฒนาวิทยาลัย อคาเดมี หรือ วัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน
เมื่อคณะมิชชันนารีขยายงานออกไปภาคเหนือ มิชชันนารีได้บันทึกไว้ว่า ที่เชียงใหม่มีผู้หญิงเพียงสองคนเท่านั้นที่อ่านหนังสือได้ แม้ผู้ชายเองที่อ่านหนังสือได้ก็มีน้อยมาก ผู้ที่บวชเรียนมาแล้วเท่านั้นที่จะพออ่านออกเขียนได้ เรื่องข้อนี้แม้แต่ในกรุงเทพ ฯ เองก็เช่นเดียวกัน เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๘ แหม่มแมกกิลวารี ได้พยายามสอนให้เด็กผู้หญิงรู้จักเย็บปักถักร้อย และงานแม่บ้านอื่น ๆ พร้อมทั้งเรียนคัมภีร์ไปด้วย ได้ตั้งเป็นโรงเรียนชื่อโรงเรียนพระราชชายา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัย มีเด็กจากจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือมาเรียนกันมาก สำหรับโรงเรียนชายในเชียงใหม่แห่งแรกเริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๐ มีหมอ ดี.เจ.คอลลินส์ เป็นครูใหญ่คนแรก ในปี พ.ศ.๒๔๕๐ โรงเรียนได้ย้ายไปอยู่ในที่แห่งใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เสด็จหัวเมืองเหนือได้ทรงวางศิลาฤกษ์ตึกหอประชุมโรงเรียน และพระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนปรินซ์รอยส์ และเมื่อมีการตั้งศูนย์เผยแพร่ศาสนาที่ลำปาง แพร่ เชียงราย และน่าน พวกมิชชันนารีก็ได้สร้างโรงเรียนสำหรับเด็กทั้งชายและหญิง ตามจังหวัดดังกล่าว ซึ่งนอกจากโรงเรียนสามัญแล้วยังมีโรงเรียนฝึกวิชาชีพสำหรับเด็กผู้ชายเช่น โรงเรียนเกษตรกรรมลำปาง
ก่อนที่ทางราชการไทยจะตั้งกรมศึกษาธิการขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๐ งานด้านการศึกษาของไทยได้เริ่มมามากแล้วด้วยความริเริ่มของมิชชันนารีอเมริกัน นักเรียนจากโรงเรียนของมิชชันนารี ก็ได้มาเป็นครูของโรงเรียนหลวงที่เริ่มขึ้นหลายแห่ง
ผลงานด้านการพิมพ์ของมิชชันนารีอเมริกันเป็นปัจจัยสำคัญของการศึกษา หมอบรัดเลย์เป็นคนนำแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยของแหม่มจัดสันมาจากสิงคโปร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘ หนังสือไทยเล่มแรกที่พิมพ์คือ หนังสือไวยากรณ์ไทยของร้อยเอก เจมส์โลว์ ชาวอังกฤษ ซึ่งได้ส่งไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์คณะแบบทิสต์ที่กัลกัตตา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๑ ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้คิดดัดแปลงตัวพิมพ์ภาษาไทยให้สวยงามขึ้นกว่าเดิม ในระยะแรกต้องส่งตัวพิมพ์ไปหล่อที่ต่างประเทศ ต่อมาเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๓๘๔ จึงสามารถหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นได้เองในเมืองไทย การพิมพ์หนังสือไทยในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนมากใช้พิมพ์หนังสือสอนศาสนาคริสเตียนเป็นหลัก เอกสารครั้งแรกของทางราชการที่พิมพ์ออกมาคือ ประกาศห้ามสูบฝิ่น และนำฝิ่นเข้ามาในเมืองไทย โดยพิมพ์เป็นใบปลิว ๙,๐๐๐ ฉบับ และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หมอบรัดเลย์ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรก ชื่อว่า บางกอก รีคอร์เดอร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๗ ต่อมาได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หนังสือพิมพ์เล่มแรกของไทย คือ หนังสือดรุโณวาท ของพระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ ซึ่งออกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ และเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดบวรนิเวศ ได้ทรงตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในวัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ต่อมาทางราชการได้จัดตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ชื่อว่า โรงอักษรพิมพการ
ขณะที่ฝรั่งเศสเข้ามาในอินโดจีน และต้องการกัมพูชาไปจากไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น หนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ได้โจมตีฝรั่งเศส และนาย กาเบรียล โอบาเรต์ กงสุลฝรั่งเศสด้วยข้อความต่าง ๆ มีผู้กล่าวว่าหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอเดอร์ เปรียบเสมือนหนามยอกอกของฝรั่งเศสอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดหมอบรัดเลย์ได้ตกเป็นจำเลยของนายโอบาเรต์ในศาลด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ในปี พ.ศ.๒๔๐๙ ถูกกาเรียกค่าเสียหาย ๑,๕๐๐ ดอลล่าร์ ศาลตัดสินให้เขาแพ้คดี และให้จ่ายค่าเสียหายเพียง ๑๐๐ ดอลล่าร์ หมอบรัดเลย์ได้ขอความกรุณาต่อศาลให้ชดใช้เงินเพียง ๔๘ ดอลล่าร์ ปรากฏว่าเพื่อนมิชชันนารี และฝรั่งชาติอื่น ๆ ในกรุงเทพ ฯ ได้เรี่ยไรเงินให้หมอบรัดเลย์ได้ถึง ๓๐๐ บาท (ประมาณ ๑๘๐ ดอลล่าร์) และเมื่อสหรัฐอเมริกาตั้งสถานกงสุลขึ้นในเมืองไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๙ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลอเมริกันคนแรกคือ หมอสตีเฟน แมตตูน ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกัน จึงกล่าวได้ว่ามิชชันนารีอเมริกัน เป็นผู้บุกเบิกความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับอเมริกัน
สนธิสัญญาไทย - อเมริกัน ฉบับแรก พ.ศ.๒๓๗๕
เพียงหนึ่งปีหลังจากที่มิชชันนารีอเมริกันคนแรกเดินทางมาถึงเมืองไทย ประธานาธิบดี แอนดรู แจ๊คสัน แห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่ง เอ็ดมันด์ รอเบิตส์ เป็นทูตมายังกรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ.๒๓๗๕ ความจริงชาวเมริกันได้เดินเรือมาค้าขายถึงเมืองจีน ชวา และสุมาตรามานานแล้ว เรือพ่อค้าอเมริกันลำหนึ่งได้เข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๔ และเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๓๖๘ กงสุลอเมริกันที่ปัตตาเวียได้เสนอให้รัฐบาลอเมริกันส่งทูต มาเปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย และเมื่อไทยกับอังกฤษได้ทำสัญญาการค้าต่อกัน ในสมัย เฮนรี่ เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามาเมืองไทยในปี พ.ศ.๒๓๖๘ แต่โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่ส่งกงสุลมาประจำอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๖๓
ทูตอเมริกันคนแรกพร้อมคณะ ๑๕ คน เดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ ด้วยเรือรบพีค๊อก ทางไทยให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ จัดให้พักอยู่ที่ตึกรับรองแขกเมือง บริเวณบ้านเจ้าพระยาพระคลัง หน้าวัดประยูรวงศ์ ฯ เอ็ดมันด์ รอเบิตส์ มีของถวายจากประธานาธิบดี เช่นกระเช้าเงิน นาฬิกาพกทองคำ และแพร เป็นต้น และของที่สำคัญที่สุดคือ พระแสงกระบี่ฝักและด้ามทองคำมีรูปช้าง และนกอินทรีย์ เครื่องราชบรรณาการตอบแทนของไทยที่เป็นของพื้นเมือง มีงาช้าง ดีบุก เนื้อไม้กำยาน พริกไทย และฝาง เป็นต้น การเจรจากับฝ่ายไทยที่มีเจ้าพระยาพระคลังเป็นหัวหน้า ใช้เวลาสามสัปดาห์ได้ตกลงทำสัญญากัน เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๓๗๕ เป็นสนธิสัญญา ๑๐ ข้อ มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับสัญญาที่ไทยทำกับอังกฤษ เช่นให้มีการค้าเสรี ระหว่างพ่อค้าไทยและอเมริกัน นอกจากข้าว ปืน และฝิ่น และหากไทยได้ จะให้ประโยชน์ใด ๆ แก่ชาติอื่นแล้ว สหรัฐอเมริกาก็จะได้ประโยชน์เช่นนั้นด้วย สนธิสัญญาเขียนไว้ ๔ ภาษาคือ ไทย อังกฤษ จีน และโปรตุเกส
สหรัฐอเมริกาได้ส่งทูตพิเศษเข้ามาเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๓ เพื่อขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ทำไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๕ แต่โจเซฟ บาเลสเตียร์ผู้เป็นทูตไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายไทย และกลับไปด้วยความล้มเหลว



Slot Machines Casino | JT Hub
ตอบลบSlot Machines Casino in New Jersey: Play at Slot Machines Casino in New 영주 출장샵 Jersey! 삼척 출장샵 Enjoy slots and table games 거제 출장마사지 in a 상주 출장마사지 slick, mini 당진 출장안마 casino setting with no